เด็ก วิทยาการคอม ปี 2

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

Operation System

ระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS)

 

เนื่องจากความยากในการใช้งานดอสทำให้บริษัทไมโครซอฟต์ได้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า วินโดวส์ (Windows) ที่มีลักษณะเป็น GUI (Graphic-User Interface) ใกล้เคียงกับแมคอินทอชโอเอส เพื่อให้การใช้งานดอสทำได้ง่ายขึ้น แต่วินโดวส์จะยังไม่ใช่ระบบปฏิบัติการจริง ๆ เนื่องจากมันจะทำงานอยู่ภายใต้การควบคุมของดอสอีกที กล่าวคือจะต้องมีการติดตั้งดอสก่อนที่จะติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และผู้ใช้จะสามารถเรียกใช้คำสั่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในดอสได้โดยผ่านทางวินโดวส์ ซึ่งจะง่ายกว่าการออกคำสั่งโดยพิมพ์จากแป้นพิมพ์โดยตรง






12.1 ประวัติความเป็นมา (History)






วินโดวส์ที่ถูกพัฒนาโดยไมโครซอฟต์ในรุ่นแรก ๆ จะใช้กับเครื่องไอบีเอ็ม และไอบีเอ็มคอมแพททิเบิล ที่มีซีพียูเบอร์ 80286 80386 และ 80486 และในปี 1990 ไมโครซอฟต์ได้ออกวินโดวส์เวอร์ชัน 3.0 ออกมา เพื่อทำการโปรโมทผู้ใช้ไม่ให้หันไปนิยมใช้แมคอินทอชโอเอสแทนดอส อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าวินโดวส์จะง่ายต่อการใช้งานมากกว่าดอส แต่ในเวอร์ชันแรก ๆ การใช้งานก็ยังไม่ง่ายเท่าของแมคโอเอส และนอกจากนี้การติดตั้งอุปกรณ์รอบข้างอื่น ๆ ก็ยังทำได้ยาก


วินโดวส์ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากวินโดวส์เวอร์ชัน 3 มาเป็น 4.0 วินโดวส์ 95 และวินโดวส์ 98 ในปัจจุบัน วินโดวส์ 95 และ วินโดวส์ 98 ถือว่าเป็นระบบปฏิบัติการอย่างแท้จริง เนื่องจากมันไม่ต้องอยู่ภายใต้ การควบคุมของดอส การติดตั้งจะแยกออกจากดอสอย่างเด็ดขาดไม่จำเป็นต้องติดตั้งดอสก่อน นอกจากความง่ายและสะดวกต่อการใช้งานแล้ว วินโดวส์เวอร์ชันใหม่นี้ยังรวมซอฟต์แวร์ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองเข้ากับระบบเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและยังเอื้ออำนวยความสะดวกในการโอนถ่ายซอฟต์แวร์หรือที่เรียกว่าดาวน์โหลด(Download) โปรแกรมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้วินโดวส์เวอร์ชันใหม่นี้ยังมีความสามารถทางด้าน Plug–and-Play ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถนำอุปกรณ์ มาตรฐานต่าง ๆ เช่น ซีดีรอมไดรฟ์ ซาวน์การ์ด โมเด็ม ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ฯลฯ ที่สนับสนุน Plug-and-Play มาต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง และเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 95 หรือ 98 จะทำหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักอุปกรณ์เหล่านี้เอง โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม


ในปัจจุบันตลาดพีซีเกือบทั้งหมดถูกครองครองโดยระบบปฏิบัติการวินโดวส์ รวมทั้งมีการผลิตซอฟต์แวร์ที่รันอยู่บนระบบปฏิบัติการประเภทนี้ออกมาสู่ตลาดอย่างมากมาย ดังนั้นจึงมีผู้ใช้เป็นจำนวนมากที่นิยมใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วินโดวส์ 95 และ วินโดวส์ 98


Windows 95 เป็นระบบปฏิบัติการอย่างแท้จริง สร้างขึ้นมาเพื่อแทน DOS และ Windows 3.1 เลข 95 บอกถึงปีที่ออกจำหน่าย (ค.ศ. 1995) ส่วน Windows 98 ออกจำหน่าย ค.ศ. 1998 เป็นเพียงการปรับปรุง Windows 95 ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการใหม่


Windows NT พัฒนาขึ้นมาต่างหากจาก Windows 95 กล่าวคือไม่ได้ใช้ Windows 95 เป็นฐาน ถือได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการคนละอย่างกับ Windows 95 ถึงแม้จะมีหน้าตาเหมือนกัน มีวิธีใช้อย่างเดียวกัน คำว่า NT ย่อมาจาก New Technology เมื่อบริษัทไมโครซอฟท์คิดสร้าง OS ตระกูลนี้ขึ้นมา ก็เพราะต้องการจะแยกระหว่าง OS ที่ใช้ในสำนักงานซึ่งโยงกันเป็นเครือข่ายประเภทที่มีแม่ข่าย กับ OS ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตามบ้านซึ่งไม่เชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบ LAN ไมโครซอฟท์ตั้งใจให้ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ในระบบเครือข่ายในวงการธุรกิจ Windows NT แบ่งเป็น Windows NT Server ใช้ในเครื่องที่เป็นแม่ข่าย และ Windows NT Client ใช้ในเครื่องที่เป็นลูกข่าย เราสามารถใช้ Windows NT Client เดี่ยว ๆ แทน Windows 95/98 ก็ได้ แต่เนื่องจากต้องการทรัพยากรของเครื่องมากกว่า จึงอาจจะไม่เหมาะสม


Windows 2000 สืบเชื้อสายจาก Windows NT ไม่ใช่จาก Windows 95/98 ก่อนที่จะมีรุ่นนี้ Windows NT พัฒนามาถึง Windows NT 4 แต่แทนที่จะเรียกรุ่นต่อไปว่า Windows NT 5 กลับเปลี่ยนชื่อเป็น Windows 2000 ใช้ปี ค.ศ. ที่ออกจำหน่ายเป็นชื่อ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันว่า สืบเชื้อสายจาก Windows 95/98 อนึ่ง Windows 2000 ที่ใช้ในเครื่องที่เป็นลูกข่าย ใช้ชื่อว่า Windows 2000 Professional ไม่ใช่ Windows 2000 Client


Windows Millennium เป็นชื่อที่ชวนให้สับสนมากที่สุด เนื่องจากคำว่า Millennium บอกถึงสหัสวรรษใหม่ คนจำนวนมากจึงคิดว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของ Windows 2000 (ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มักเข้าใจผิดกันว่าปี 2000 คือปีแรกของสหัสวรรษใหม่) แต่ที่จริง Windows Millennium คือวินโดวส์ตระกูล Windows 95/98 รุ่นสุดท้าย หลังจากนี้บริษัทไมโครซอฟท์เลิกพัฒนาวินโดวส์ตระกูลนี้

Windows XP เป็นวินโดวส์รุ่นล่าสุด เป็นสายพันธุ์ Windows NT แต่เพิ่มฉบับที่สำหรับให้ใช้ตามบ้านได้ด้วย เรียกว่า Windows XP Home Edition ซึ่งมาใช้แทนสายพันธุ์ Windows 95










   อ้างอิงจาก  http://notepumpuy.igetweb.com/index.php?mo=3&art=369128






วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ฮิตาชิส่งฮาร์ดไดรฟ์ความจุสูงและประหยัดพลังงานสำหรับบันทึกไฟล์วิดีโอดิจิตอลในยุคเทราไบต์







บริษัทฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ฮิตาชิ จีเอสที) เปิดตัวฮาร์ดไดรฟ์รุ่นใหม่ในตระกูล CinemaStar? ที่พัฒนาเพิ่มเติมเพื่อใช้กับเครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอล (DVR) และเครื่องรับสัญญาณ (set-top box) ซึ่งได้แก่รุ่น 7K1000.B ที่มีความจุให้เลือกหลายหลาย และสูงสุดถึง 1 เทราไบต์ รวมทั้งรุ่น 5K320 ที่จุข้อมูลได้สูงสุด 320 กิกะไบต์ ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีคูลสปิน (CoolSpin?) อันล้ำสมัยของฮิตาชิ
ฮาร์ดไดรฟ์รุ่นที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีคูลสปินดังกล่าวใช้ระดับความเร็วรอบ (motor speed) ที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดเสียงรบกวนลงได้มาก ทำให้ฮิตาชิสามารถนำเสนอฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 3.5 นิ้ว ที่ทำงานเงียบและประหยัดพลังงานสูงสุดในตลาด ขณะที่เทคโนโลยีคูลสปินช่วยให้เครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอลและเครื่องรับสัญญาณสามารถจัดเก็บไฟล์วิดีโอได้มากขึ้น ทำงานเงียบขึ้น และใช้พลังงานน้อยลงฮาร์ดไดรฟ์รุ่นใหม่ในตระกูล CinemaStar จากฮิตาชิมีคุณสมบัติเด่นดังนี้กลไกภายในถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ใช้เทคนิคการค้นหาแบบสุ่มไร้เสียง (silent-seek) ทำให้แทบไม่ได้ยินเสียงขณะทำงาน ภาวะไม่ใช้งานแบบพลังงานต่ำ (low-power idle mode) ให้เลือก 3 ระดับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้พลังงานและปล่อยความร้อน ใช้โปรโตคอล Smart Command Transport (SCT) และเทคโนโลยี SmoothStream ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของฮาร์ดไดรฟ์เพื่อรองรับการใช้งานออดิโอและวิดีโอสตรีมมิ่ง


รองรับช่วงระดับอุณหภูมิที่กว้างขึ้น เพื่อให้สอดรับกับเครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอลแบบที่ไม่มีพัดลมในตัวที่พักหัวอ่าน (ramp load/unload) ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มการป้องกันการกระแทกและช่วยประหยัดพลังงาน


ระบบควบคุมระยะห่างระหว่างหัวอ่าน/เขียนและจานบันทึกโดยใช้เซ็นเซอร์ความร้อน (Thermal Fly-height Control: TFC) ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของฮาร์ดไดรฟ์ระหว่างการเข้ารหัส/ถอดรหัสข้อมูลวิดีโอเป็นเวลานาน ระบบ Bulk Data Encryption (BDE) เสริมประสิทธิภาพการป้องกันไม่ให้ข้อมูลสูญหาย


เทคโนโลนีการบันทึกข้อมูลแนวดิ่ง (Perpendicular Magnetic Recording: PMR) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้เกิดความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของข้อมูลในระดับสูงสุดCinemaStar7K1000.B


ฮาร์ดไดรฟ์ CinemaStar 7K1000.B เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดจากฮาร์ดไดรฟ์ในตระกูลที่มีความจุระดับเทราไบต์ ความเร็ว 7200 รอบต่อนาที รุ่นที่สองที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 3.5 นิ้วดังกล่าวมีความจุให้เลือกตั้งแต่ 160 กิกะไบต์ จนถึง 1 เทราไบต์ ซึ่งได้ประมวลเทคโนโลยีการจัดการพลังานของทั้ง 7 เจเนอร์เรชั่นมาไว้ในหนึ่งเดียว เพื่อให้ได้ฮาร์ดไดรฟ์ประหยัดพลังงานสูงสุดและปล่อยความร้อนต่ำสุดเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี HiVERT ซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกกับฮาร์ดไดรฟ์ Travelstar ขนาด 2.5 นิ้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานของฮาร์ดไดรฟ์ ฮาร์ดไดรฟ์ CinemaStar 7K1000.B ช่วยให้ผู้ผลิตอุปกรณ์สามารถพัฒนาเครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอลที่เกิดความร้อนต่ำลงขณะทำงานและใช้พลังงานน้อยลง ส่งผลให้อุปกรณ์มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ฮาร์ดไดรฟ์ในตระกูล CinemaStar ทุกรุ่นใช้เทคนิคการค้นหาแบบสุ่มไร้เสียง (silent-seek) ทำให้ทำงานได้เงียบและใช้ได้แม้ในห้องนอน ส่วนที่พักหัวอ่าน (ramp load/unload) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจดสิทธิบัตรของฮิตาชิ ช่วยป้องกันการสึกหรอของดิสก์และปกป้องดิสก์ในขณะที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากนี้ CinemaStar 7K1000.B ยังพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลนีการบันทึกข้อมูลแนวดิ่ง (PMR) ที่ช่วยให้เกิดความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของข้อมูลในระดับสูงสุด ฮาร์ดไดรฟ์ CinemaStar รุ่นความจุ 1 เทราไบต์ สามารถรองรับการบันทึกไฟล์ MPEG-4 ความละเอียดสูง1 ได้ยาวนานถึง 247 ชั่วโมง และรองรับการใช้งานดาต้าสตรีมมิ่งได้พร้อมกันกว่า 10 รายการCinemaStar 5K320 ฮาร์ดไดรฟ์ CinemaStar 5K320 จุข้อมูลได้ 320 กิกะไบต์ และมาพร้อมกับเทคโนโลยีคูลสปินเพื่อประสิทธิภาพอีกขั้นในด้านการประหยัดพลังงานและการทำงานของดิจิตอลวิดีโอแอพพลิเคชั่นที่เงียบ หลักการทำงานของคูลสปิน ก็คือ ปรับระดับความเร็วของมอเตอร์ให้เกิดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน และเสียงขณะทำงาน ฮาร์ดไดรฟ์ CinemaStar ทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวใหม่ในครั้งนี้ มีค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาที่ฮาร์ดไดรฟ์เสีย (Mean Time Between Failure: MTBF) 3 อยู่ที่ 1.2 ล้านชั่วโมง พร้อมขยายช่วงระดับอุณหภูมิขณะทำงาน เพื่อยืดอายุการใช้งานเครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอล และด้วยค่าการใช้พลังงานขณะอยู่ในภาวะไม่ได้ใช้งานที่ 3.1 วัตต์ ฮาร์ดไดรฟ์ CinemaStar 5K320 ช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านการปฏิบัติตามมาตรฐานการใช้พลังงานต่ำสำหรับอุปกรณ์ประเภท consumer electronics และช่วยผู้บริโภคประหยัดค่าไฟ ตลาดเครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอลเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไอดีซี (IDC) ประเมินว่ายอดขายฮาร์ดไดรฟ์สำหรับเครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอลจะขยายตัว 14 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ระหว่างปี 2007-2012 2
แลร์รี สเวเซย์ ประธานฝ่ายการตลาดและกลยุทธ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ฮาร์ดดิสก์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปและองค์กรธุรกิจ บริษัทฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ เปิดเผยว่า “ฮิตาชิกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาครั้งใหญ่ในด้านการประหยัดพลังงานจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีคูลสปิน ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้กับฮาร์ดไดรฟ์สำหรับบันทึกข้อมูลภาพ/เสียง ฮาร์ดไดรฟ์ในตระกูล CinemaStar ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้งานกับเครื่องบันทึกวิดีโอดิจิตอลและเครื่องรับสัญญาณโดยเฉพาะ ซึ่งการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดความร้อน ไร้เสียงดังรบกวน และช่วยประหยัดพลังงานโดยรวม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก”การจัดจำหน่าย ขณะนี้ ฮาร์ดไดรฟ์ CinemaStar 7K1000.B มีจำหน่ายแล้วที่ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้ง ส่วน CinemaStar 5K320 จะวางจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้









อ่านข้อมูลและงานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับยุคเทราไบต์ (Tera Era) ได้ที่ www.hitachigst.com/TeraEra สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่





วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

หน่วยความจำเสมือน (Virtual Memory)


จะเป็นวิธีการนำพื้นที่ของหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (ส่วนมากจะเป็นฮาร์ดดิสก์) มาจำลองเป็นหน่วยความจำ เนื่องจากหน่วยความจำของระบบมีจำกัดแบะมีราคาสูง การใช่หน่วยความจำเสมือนจะทำให้สามารถทำงานกับโปรแกรมขนาดใหญ่มาก ๆ ได้ โดยไม่มีปัญหาเรื่องหน่วยความจำไม่เพียงพอ ระบบการทำงานของหน่วยความจำเสมือนจะใช้วิธีแบบโปรแกรมออกเป็นส่วน ๆ และคอมพิวเตอร์จะทำการสลับ (swap) ส่วนของโปรแกรมที่ยังไม่ได้ใช้ลงไปยังหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง และทำการสลับกลับมาในหน่วยความจำหลักเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน หลักการของหน่วยควมจำเสมือนทำให้สามารถทำงานกับโปรแกรมที่ต้องการใช้แรมไม่ต่ำกว่า 6 เมกะไบต์ บนเครื่องที่มีแรมเพียง 4 เมกะไบต์เท่านั้นได้

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552